Facebook ท้าดวล YouTube: ศึกชิงบัลลังก์วีดีโอ

0

จากกระแสข่าวที่ยอดจำนวนคนดู TV ลดลง โดยหันมาดูสื่อวีดีโอออนไลน์กันมากขึ้น จะเห็นได้ว่าในปี 2015 นี้ Facebook มีการปล่อยข่าวออกมาโจมตีเจ้าของบัลลังวีดีโอแพลตฟอร์มอย่าง YouTube เป็นระยะๆ ตั้งแต่เรื่องของการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของยอดคนดู การปรับเปลี่ยน Algorithm ของ News Feed การเพิ่ม Premium Video Ad การเปิดการสร้างรายได้ (Monetization) ให้กับผู้สร้างคอนเทนท์ รวมไปถึงการเปลี่ยนโลโก้เพื่อปรับลุ๊คใหม่ให้เตะตามากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของ Facebook นี้จะดูเป็นของใหม่ในสายตาคนไทย แต่ทว่า…ในความเป็นจริงแล้วการปรับเปลี่ยนครั้งนี้หาใช่เรื่องใหม่ถอดด้ามเลย หากแต่เป็น…การเป็นผู้ตามที่ชาญฉลาดของ Facebook จนทำให้ YouTube ต้องสะพรึงกลัวเสียมากกว่า

ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาที่ YouTube ดูเหมือนว่าได้ยึดครองตลาด Video ไว้แต่เพียงผู้เดียว แต่ในความเป็นจริงแล้วมีผู้เล่นเจ้าอื่นๆอย่างเช่น LINE TV, Amazon Prime Instant Video, หรือ Snapchat ก็ตาม ที่พยายามดึงตัวผู้ผลิตวีดีโอคอนเทนท์ด้วยกลยุทธ์ต่างๆนาๆ แต่สุดท้ายแล้วผู้ผลิตคอนเทนท์เหล่านี้ก็ยังจำเป็นต้องเลือกใช้ YouTube เป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่วีดีโอของตนเองอยู่ดี ด้วยเหตุผลเดียวที่ว่า “Scale” ของฐานคนดูที่ใหญ่กว่า จนกระทั่งถึงวันนี้ที่ ผู้นำ Social Network อย่าง Facebook ผู้ซึ่งมี Active Users มากถึง 1.44 พันล้านคน เริ่มหันมาเอาจริงเอาจังกับการทำ “Mobile Video” จนกระทั่งมียอดคนดูมากถึง 4 พันล้านวิวต่อวัน (In April 2015) ซึ่งถูกมองว่าเป็นยอดที่ใกล้เคียงกับยอดคนดูใน YouTube ในปัจจุบันแล้ว

เรามาดูข้อมูลเปรียบเทียบกันหมัดต่อหมัดระหว่าง Facebook และ YouTube กันเลยดีกว่า

  1. วิธีการนับยอดวิว
    • Facebook คิด 1 วิว = 3วินาที+
    • YouTube คิด 1 วิว = 30วินาที+ (30วิเป็นมาตรฐานการนับวิวแบบ Video Ads นะครับ ส่วนถ้าไม่ใช่ Ads อาจจะไม่ถึง 30วิ ตรงนี้ YouTube ไม่เปิดเผยข้อมูลครับ)

การนับยอดวิวบน Facebook แต่งต่างจาก YouTube อย่างเห็นได้ชัด โดย YouTube มีการนับ 1 วิวเมื่อมีคนดูวีดีโอนั้นอย่างน้อย 30 วินาที ส่วน Facebook นับ 1 วิวที่เพียงแค่ 3 วินาทีเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ยอดวิวคนดูวีดีโอบน Facebook จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะอัตราส่วนการนับวิวของ Facebook นั้นน้อยกว่าการนับวิวของ YouTube ถึง 10 เท่าเลยทีเดียว!!!

  1. Algorithm
    • Facebook จะช่วยดัน News Feed และ Video (Suggested Video) โดยจะวัดจาก ระยะเวลาการดู การกดปิดเสียง การปรับภาพเป็น HD หรือการขยายหน้าจอให้ใหญ่
    • YouTube จะช่วยดัน Video (Suggested Video) โดยจะวัดจาก Watch Time หรือ ระยะเวลาการดูวีดีโอเป็นหลัก ยิ่งไปกว่านั้น Algorithm ของ YouTube ยังจะให้ความสำคัญกับการที่คนดูใช้เวลาอยู่กับ Channel ไหนนานๆอีกด้วย

ถึงแม้ว่า Facebook และ YouTube มีวัตถุประสงค์เหมือนกันที่จะผลักดันให้ Video ที่มีคุณภาพที่ทำให้คนดูสนใจได้รับการ Feed ที่มากขึ้น แต่เราจะเห็นได้ว่าตัวแปรที่ใช้ชี้วัดในการช่วยดัน Video ของแต่ละเจ้ามีความแตกต่างกัน จึงเกิดคำถามต่อว่า ตัวชี้วัดแบบใดสามารถแสดงถึงความน่าสนใจของคอนเทนท์ได้ดีกว่ากัน?

  1. Video Ads
    • Facebook กำลังทดลองทำ Video Ads บน News Feed
    • YouTube ทำ Video Ads แบบ TrueView in-stream และ Display Ads

ในปัจจุบัน Facebook ยังอยู่ในช่วงการทดลองของ Video Ads โดยการแฝงไว้เป็น Suggested/Related Video ที่จะขึ้นใน Video News Feed หากมีใครกดดู   Ads นั้น ทาง Facebook ก็จะแบ่งรายได้ให้กับเจ้าของวีดีโอ

หากมองในฐานะของ USER จะรู้สึกว่า การนำโฆษณาไปติดไว้ในรูปแบบของ Suggested Video แล้วให้ผู้ชมเป็นคนเลือกเองว่าจะดูหรือไม่ดูนั้น จะมีประสิทธิภาพมากกว่าการทำโฆษณาแบบ TrueView in-stream บน YouTube ที่คนดูไม่สามารถเลือกเองได้ ถึงแม้ว่าจะมี option ให้กด skip ใน 5 วินาทีแรกก็ตาม

ทั้งนี้ทั้งนั้น การทำโฆษณาของ Facebook นี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรเพราะรูปแบบนี้เหมือนกับการทำโฆษณาผ่าน Display Ads บน YouTube ที่ขึ้นเป็น Video Banner หรือ Thumbnail แฝงให้เราคลิกอยู่ตลอดเวลา

อีกแง่นึง หากมองในฐานะของแบรนด์ที่ต้องการลงโฆษณา อาจจะมองได้ว่าการทำโฆษณาของ Facebook นี้อาจสู้ YouTube ที่มีความชัดเจนในเรื่องของวีดีโอไม่ได้ เนื่องจาก USER ที่ใช้ Facebook อาจจะได้รับการก่อกวนจาก Service อื่นๆเช่น โพสหรือรูปภาพที่สอดแทรกอยู่ใน News Feed จนทำให้ไม่สามารถ focus ไปที่วีดีโอโฆษณาได้และสุดท้ายก็เลื่อนเม้าผ่าน Feed ไปในที่สุด

  1. Monetization (การสร้างรายได้)

Facebook และ YouTube กำหนดส่วนแบ่งรายได้ให้กับผู้ผลิตวีดีโอคอนเทนท์ในอัตราที่เท่ากันที่ 45%/55% โดย 45% จะเข้า Facebook และ YouTube อีก 55% จะเข้าผู้ผลิตวีดีโอ

อย่างไรก็ดีเมื่อเราพูดถึงเรื่องของการสร้างรายได้ โดยส่วนตัวคิดว่าบน Facebook ยังทำได้ยากเนื่องจากยังไม่มีเครื่องมือในการคุ้มครองผู้ผลิตเจ้าของคอนเทนท์ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าใครก็สามารถอัพโหลดวีดีโอของใครคนอื่นได้โดยปราศจากความผิดหรือบทลงโทษใดๆ (อาจมีแต่ไม่เข้มงวด)

ในทางกลับกันบน YouTube จะมีระบบที่เรียกว่า Content ID ในการช่วยตรวจจับการละเมิดลิขสิทธ์เวลาที่มีใครนำผลงานของผู้อื่นมาลงหรืออัพโหลดซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีกระบวนการรีพอทวีดีโอที่ผิดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีต่อสังคม ตัวอย่างเช่น เรื่องอนาจารสำหรับเด็ก เป็นต้น ดังนั้นเรื่องของการจ่ายเงินบน YouTube จะเป็นระบบ ถูกต้อง และเป็นธรรมมากกว่า

ในแง่ของผู้ผลิตคอนเทนท์ โดยส่วนตัวคิดว่าการเปิดโหมด Monetization ของ Facebook จะเป็นผลประโยชน์อย่างมากต่อผู้ผลิตวีดีโอคอนเทนท์รวมไปถึง YouTubers ด้วย เนื่องจากพวกเขาเหล่านี้จะมีช่องทางในการโปรโมทและมีคุณค่าในการสร้างสรรค์รายการดีๆออกมามากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นที่ต้องการสำหรับผู้ผลิตรายการต่างๆ จะเห็นได้ว่าในต่างประเทศหลายๆ Video Platform รวมถึง YouTube หรือค่ายหนังใหญ่ๆ ต่างพยายามทำสัญญาแบบ exclusive กับผู้สร้างสรรค์คอนเทนท์วีดีโอไม่ให้ไปลงใน Platform อื่นหรือบริษัทคู่แข่งอีกด้วย    

    5. การบล็อก REACH (ไม่ใหม่แต่แถมให้น้า)

  • Facebook จำกัดยอด Reach ของการโพสแปะ URL Link ที่มาจาก YouTube ให้ต่ำกว่าการโพสวีดีโอลง Facebook เลย
  • YouTube ไม่อนุญาตให้มีการใส่ Facebook Link ลงใน Annotation บนวีดีโอ

จากที่กล่าวมา เราจะเห็นได้ว่า Facebook มีการไล่กวด YouTube เข้ามาติดๆ ยิ่งช่วงหลังๆไม่ว่า YouTube ออก Feature อะไรใหม่ Facebook ออกตามได้หมดหรือบางครั้งก็สร้างสรรค์สิ่งใหม่นำหน้า YouTube ไปแล้วด้วยซ้ำ

มีเพียงสิ่งเดียวที่ Facebook ยังสู้ YouTube ไม่ได้คือเรื่องของการ Search แต่ทว่า Facebook ก็ฉลาดแอบพัฒนา Search ของตัวเองอย่างเงียบๆ โดยให้ความสำคัญไปที่ “Mobile Video” เป็นอันดับแรก (ตอนนี้มี Section ให้ Search หา Video บนมือถือแล้ว แต่ยังไม่มีบน PC) เนื่องมาจาก

  1. อัตราการดูวีดีโอผ่าน Mobile มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้สูงแซงหน้า TV และ Computer เสียแล้ว
  2. รูปแบบ Mobile Video มีความเหมาะสมกับ Positioning ของ Facebook ที่เป็น Instant Messaging, Chat, รวมไปถึงความเป็น Short Video มากกว่า Long Video บน YouTube

การที่ Facebook เริ่มต้นโดยการพุ่งเป้าไปพัฒนาในส่วนของ Mobile Video นี้ถือว่าเป็นก้าวแรกที่ฉลาดและทรงพลังมาก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นการค่อยๆเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมผู้ผลิตและผู้บริโภคที่เลือกที่จะแชร์และเสพวีดีโอที่สั้นลงมากกว่าวีดีโอยาวๆ อย่างใน TV หรือบน YouTube (ถึงแม้ว่าในบางโอกาสยังมีคนบางกลุ่มที่ต้องการเสพคอนเทนท์ยาวๆอยู่ก็ตาม)Screen Shot 2558-07-07 at 11.22.06 AMสุดท้าย หาก Facebook มีการพัฒนาเรื่องของ Search บน PC , Tablet, และ Mobile จนครบวงจรและทัดเทียมเท่า Google Search และจัดระบบของ Section วีดีโอที่ครอบคลุมทั้งวีดีโอสั้นและยาวได้อย่างชัดเจน รวมไปถึงการเปิดระบบสร้างรายได้ (Monetization) ให้กับผู้ผลิตวีดีโอคอนเทนท์แล้วละก็…เราคงได้เห็นรายการดีๆเกิดขึ้นบน Facebook มากมายในขณะเดียวกันอิทธิพลของ YouTube ในประเทศไทยก็อาจจะเจือจางลง หากยังไม่สามารถดึงดูดให้คนไทยใช้ Google+ ได้เหมือนในต่างประเทศ

Share.

About Author

GruTube

Leave A Reply